กาแฟ กลายเป็นโอกาสใหญ่ ก.เกษตรฯ กำหนดยุทธศาสตร์หลักหนุนดึงรัฐ เอกชนและเกี่ยวข้องทำ mou และยักษ์ใหญ่ OR หัวเรือสำคัญยังสยายปีก ปักธงเชียงใหม่-ลำปาง

Ep:2 กาแฟ จะเป็นโอกาสได้จริงๆ หรือจะไม่ต่างจากพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ต้องดูผลจากความร่วมมือต่างๆ ที่รัฐเริ่มเอาจริงว่าเกิดผลลัพธ์บวกอย่างไร ด้านยักษ์ ใหญ่ OR หัวเรือนำยังขยายฐานดีปักธงต้นแบบ ชม.-ลป.

เชียงใหม่ 24 ก.ย.- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นถึงโอกาสการส่งเสริมกาแฟที่นับวันขยายตัวอย่างมาก ความต้องการทางตลาดก็ขยับสูงทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อมิถุนายน 2568 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัยและพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 36 หน่วยงาน โดยภายใต้กรอบ MOU จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกร เข้าสู่เวทีการแข่งขันในระดับสากล พร้อมส่งเสริมการวิจัย เทคโนโลยี ตลาดที่โปร่งใสและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมีกิจกรรมสำคัญที่จะขับเคลื่อน เช่น การวิจัยและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่ ศึกษาและจัดทำฐานข้อมูล DNA Fingerprinting เพื่อสนับสนุนการอนุกรมวิธานพันธุ์กาแฟไทยอย่างเป็นระบบ ช่วยระบุอัตลักษณ์ของพันธุ์กาแฟแต่ละชนิด เสริมความมั่นคงของทรัพยากรพันธุกรรมพื้นถิ่น และสร้างโอกาสการแข่งขันในระดับสากล รวมถึงวิจัยและพัฒนาระบบควบคุม กำจัดโรคและแมลงศัตรูกาแฟ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกาแฟคุณภาพแก่เกษตรกร ส่งเสริมระบบ e-learning และส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Peer Learning โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่และยุวเกษตรกร แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ ระหว่างกัน เช่น การจัดเวิร์กชอปในชุมชน ฟาร์มต้นแบบ หรือกลุ่มเครือข่ายความรู้ เพื่อยกระดับทักษะและสร้างแรงบันดาลใจจากผู้ปฏิบัติจริง การส่งเสริมตลาดที่เป็นธรรม ระบบรับซื้อโปร่งใส และมี Traceability พัฒนา EUDR Mapping และพัฒนาระบบ Digital Trace Platform ที่ตรวจสอบได้แบบ real-time การสร้างโอกาสแข่งขันที่เท่าเทียม สอดคล้องมาตรฐานสากล เช่น EUDR เชื่อมโยงผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศผ่าน platform กลาง การรวมกลไกระดับนโยบาย-ชุมชน-พื้นที่ Contract Farming และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จัดทำสัญญาเกษตรพันธสัญญาอย่างเป็นธรรม ตรวจสอบได้ บูรณาการแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เช่น ลดการเผาในที่โล่ง เพื่อลดมลพิษและรักษาคุณภาพดิน การใช้ Biochar นำวัสดุชีวมวลไปผ่านกระบวนการเผาอย่างไม่สมบูรณ์เพื่อใช้ปรับปรุงดิน เพิ่มคาร์บอนในระบบ รวมถึงการปลูกพืชร่วม เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในแปลงปลูก ช่วยควบคุมศัตรูพืชตามธรรมชาติและเพิ่มรายได้ทางเลือกแก่เกษตรกร ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจเกษตรกาแฟยั่งยืนในชุมชนและการพัฒนาเยาวชนและการประกวดกาแฟ บ่มเพาะยุวเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีทักษะเชิงลึกความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดัน “กาแฟไทย” ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นธรรม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง

ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/63 เป็น 93,551 ตัน ในปี 2565/66 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มกาแฟสดและกาแฟพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน

ล่าสุดปริมาณการผลิตกาแฟ ในปีการผลิต 2567/68 ประเทศไทยสามารถผลิตกาแฟได้จำนวน 14,665 ตัน จากพื้นที่การผลิตจำนวน 119,607 ไร่ ให้ผลผลิต (สาร) จำนวน 10,606 ตัน คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 89 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้น การยกระดับกาแฟภาคเหนือทั้งระบบ ในกระบวนการเพาะปลูกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโอกาสสำคัญของภาคเกษตร ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟให้เติบโต เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม อีกทั้งยังเป็นการรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรในพื้นที่ ลดปัญหาการเผาป่า

ทางด้านภาคเอกชนที่เป็นหัวแถวของการส่งเสริมและทำธุรกิจกาแฟ เช่น OR (โออาร์) เริ่มดำเนินงานโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน (Sustainable Coffee Project) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2557-ปัจจุบัน มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะความรู้ การรับซื้อผลผลิตกาแฟด้วยระบบราคาที่เป็นธรรม (Fair trade) ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยปี 2557-2564 MOU ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ดำเนินงานในพื้นที่ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในปี 2566-ปัจจุบัน MOU ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินงานในพื้นที่ ต.ท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และอยู่ระหว่างการขยายผลสู่เกษตรกรที่สนใจใน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ปริมาณการปลูก/รับซื้อในปี 2567 อยู่ที่มีปริมาณเท่าไหร่ และในปี 2568 มีเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าไรนั้น โออาร์สนับสนุนการรับซื้อผลผลิตกาแฟจากชุมชนผ่านหลายช่องทาง ทั้งจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน และจุดรับซื้อและโรงแปรรูปเมล็ดกาแฟคาเฟ่อเมซอน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ มีเป้าหมายรับซื้อกาแฟกะลาจากเกษตรกรโดยตรงไม่น้อยกว่า 500 ตัน/ปี ปัจจุบันมีเกษตรกรลงทะเบียนรวม 255 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรจากเชียงราย 65% ลำปาง 18% เชียงใหม่ 12% และอีก 5% มาจากแม่ฮ่องสอน ตาก น่าน

และยังมีโครงการพัฒนาอุทยานคาเฟ่อเมซอน (Café Amazon Park) บนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ใน ต.กล้วยแพะ อ.เมือง จ.ลำปาง ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ คาเฟ่ อเมซอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem) ที่ยั่งยืน โดย “Café Amazon Park” จะเป็นทั้งแปลงเพาะปลูก ศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟสายพันธุ์ดี โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยและแนวทางการเกษตรแบบผสมผสาน อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาพื้นที่และชุมชนในจังหวัดลำปางให้มีแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ซึ่งจะเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับธุรกิจกาแฟแบบครบวงจร โดย OR ตั้งใจที่จะให้อุทยานคาเฟ่อเมซอนเป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านกาแฟ เพื่อต่อยอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจต้นน้ำกาแฟแบบครบวงจร ทั้งการปลูก วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่าง OR กับชุมชน

ในด้านประโยชน์ได้ช่วยสนับสนุนการเพิ่มอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟชาวเชียงใหม่ ผลลัพธ์การดำเนินงานของโครงการฯ ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ ส่งเสริมการปลูกกล้ากาแฟร่วมกับไม้ร่มเงาภายใต้ระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปแล้วกว่า 120,000 ต้น ในพื้นที่ดำเนินงาน พัฒนาทักษะความรู้ในการปลูกและผลิตกาแฟให้มีคุณภาพให้กับเกษตรกรมากกว่า 100 ราย สนับสนุนโรงเพาะกล้า แคร่ตากกาแฟและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิตกาแฟคุณภาพและการรับซื้อผลผลิตกาแฟจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในราคาที่เป็นธรรม (Fair trade) โครงการพัฒนาการปลูกกาแฟอย่างยั่งยืน (Sustainable Coffee Project) จาก OR ที่ลงมือทำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีบนความเชื่อที่ว่า “กาแฟเม็ดเล็ก ๆ สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้จริง”

“เชียงใหม่นครแห่งกาแฟ” หรือภาคเหนือคือดินแดนกาแฟคุณภาพ อุตสาหกรรมที่เป็นมูลค่าเพิ่มที่น่าสนใจมากน้อยเพียงใด ต้องต้องติดดูผลจากความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่า ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ จะส่งต่อครบเส้นทางอย่างไร เกษตรกรไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลกลไกราคาของตลาดครอบงำจากพ่อค้าคนกลาง เหมือนพืชเศรษฐกิจอื่นได้หรือไม่ ความยั่งยืน SDGs หรือวัดจากแผนและยุทธศาสตร์ของเชียงใหม่รวมถึงจุดต่างๆ ที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญส่งถึง ก.เกษตรฯ และประเทศไทย ก็น่าจะชัดเจนได้เร็ววันนี้ บนความคาดหวังต่างไป ที่ท้าทายพอสมควร.