ควันหลงนายกฯเยือนเชียงใหม่ ฝากข้อคิดผู้ประกอบการต้องมี Big Idea ตั้งเป้าหมายสู่สากล

ควันหลงนายก “เศรษฐา” พบสตาร์ทอัพภาคเหนือ หารือแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจไทยแนะต้องมี BIG IDEA จุดไฟผู้ประกอบการสร้างเป้าหมายสู่การแข่งขันระดับสากล

เชียงใหม่ 20 ก.ย.- ผศ.ดร.เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เผยว่า ช่วงวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โอกาสที่อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP)ให้การต้อนรับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะโอกาสที่ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอุทยานฯ เพื่อร่วมพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ถึงประเด็นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ระบบขนส่งคมนาคมสังคมและสิ่งแวดล้อม (PM 2.5) พร้อมพบปะกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อรับฟังปัญหาภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่ และส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Startup) ที่ The Brick X @nsp อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)
รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า ได้นำเสนอผลการดำเนินงานอุทยานฯ ที่มุ่งหมายเป็นหน่วยบ่มเพาะแนวหน้า ในการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ผ่านกลไกการเชื่อมโยงโอกาสต่างๆ พร้อมกับการสร้างระบบนิเวศ (Startup Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ในระบบการฟูมฟักของ STeP ให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งผ่านโปรแกรม Basecamp24 ที่เปรียบเสมือนการเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาทุกย่างก้าวของการดำเนินธุรกิจ ในการนี้ STeP นำทีมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพภายใต้การดูแล เข้าร่วมนำเสนอ Startup Case ที่เติบโตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ซึ่งประกอบด้วย บริษัท บีนีท จำกัด, บริษัท สยามโนวาส จำกัด, บริษัท ลอจิกซ์เอด จำกัด และบริษัท ฮอร์แกไนซ์ จำกัด
โดยเหล่าผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้นำเสนอประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนและช่วยส่งเสริม ดังนี้ 1) การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ Creative Economy เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และช่วยให้เกิดการจ้างงานที่มีมูลค่าสูงในพื้นที่ 2)การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Future Skill Set) ของเยาวชนไทย ผ่านระบบการศึกษาด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของคนไทย และ 3) การสนับสนุนการลงทุนในสตาร์ทอัพไทย โดยดึงความร่วมมือนักลงทุนจากทั้งในและนอกประเทศเข้ามาร่วมกับภาครัฐมากขึ้น
ทั้งนี้นายกฯ กล่าวรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้ประกอบการว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนผ่านกลไกกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) โดยผสานภาครัฐให้เข้ามามีส่วนร่วมลงทุนควบคู่กับภาคเอกชนและกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพของประเทศไทยและผลักดันให้เกิดการสร้างสตาร์ทอัพไทยที่สามารถเติบโตไกลถึงระดับโลก ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล พร้อมกันนี้ยังเล็งเห็นว่า ควรผลักดันจังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นพื้นที่ที่สามารถดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Nomad เข้าสู่ประเทศไทยผ่านวีซ่าที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือวีซ่าประเภทนี้ ได้เข้ามาลงทุนหรือดำเนินธุรกิจในพื้นที่และสามารถแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ ความเชี่ยวชาญในสายงานร่วมกับธุรกิจไทยและยกระดับเศรษฐกิจ
ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ให้มีอัตราการเติบโตเติบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการฝากถึงสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจต้องมี คือ ความทะเยอทะยาน (Ambition) หมั่นขวนขวาย แสวงหาความรู้ และโอกาสเพิ่มเติมอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้ประสบผลสำเร็จตามสายงานนี้ ที่จะเกิดการแข่งขันต่อไปในระดับโลกต่อไป โดยสื่อสารผ่าน “BIG IDEA” ซึ่งจุดประกายทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ของการทำธุรกิจ มีการตั้งเป้าหมายในการทำให้ธุรกิจเติบโตไประดับโลก มีมุมมองด้านการทำธุรกิจนั้นอย่างรวดเร็วและเฉียบแหลม ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อเป็นแรงกระตุ้น ดึงดูดให้กลุ่มนักลงทุนระดับโลก
ได้เข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจ ผลักดันให้ก้าวไปสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้มากยิ่งขึ้น

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES)กล่าวเสริมถึงความสำคัญของการพัฒนางานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยว่า ประเทศไทยควรให้การส่งสริมและสนับสนุนด้านการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งการสร้างคนที่มีศักยภาพสูง จากมหาวิทยาลัยถือเป็นฐานรากสำคัญของการกำเนิดสตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ หรือการเกิดธุรกิจตั้งต้นใหม่ ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกับภาคเศรษฐกิจและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจของประเทศได้ในอนาคต ซึ่งสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนเหล่านี้ จะสามารถแข่งขันเข้าสู่ตลาดโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน.