คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ววน. ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรมหวังหลุดติดโผเมืองคุณภาพอากาศแย่ต้นๆ ของโลก
เชียงใหม่ 18 พ.ค. – ที่ห้องประชุมสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กสว. พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ปัทมาวดี โพชนุกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ สกสว. นำคณะนักวิจัยร่วมประชุม หารือเพื่อรับโจทย์ปัญหาและความต้องการจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมให้ข้อมูล
โดย สกสว. ได้สนับสนุนงานวิจัยจำนวน 16 โครงการ ภายใต้งบประมาณปี 2567 เป็นเงินทุนวิจัยรวมกว่า 70 ล้านบาท ใน 4 มิติเร่งด่วน ได้แก่ การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่ การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่เกษตร และการลดฝุ่นข้ามแดน โดยทุกภาคส่วนตั้งเป้าผลลัพธ์ทั้งลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละพื้นที่ การมีชุดข้อมูลที่เชื่อมโยงการทำงานได้กับทุกภาคส่วน สามารถต่อยอดไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรกรรมที่แต่เดิมใช้วิธีการเผาป่าในช่วงหลังเก็บเกี่ยวและเพาะปลูก
ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวว่า แต่ละปีประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทั้งปัจจุบันและในอนาคต หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยมาใช้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ จึงได้จัดตั้งให้มีกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูประบบ ววน. โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กสว. ทำหน้าที่กำหนดและขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณของประเทศให้เหมาะสม เพื่อให้กองทุน ววน. ได้เข้าไปสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตามนโยบายและทิศทางที่สภานโยบายได้กำหนดไว้อย่างมีทิศทางตามที่ประเทศต้องการ เชียงใหม่เป็นถือหนึ่งในจังหวัดที่ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเมืองที่สำคัญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งยังอยู่ภายใต้เป้าหมายของการนำวิจัยเข้าไปตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเผชิญและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 และปัญหาไฟป่า ซึ่งปัจจุบันทั้งรัฐบาล หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้เร่งระดมทางออกให้กับจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายลดวิกฤตของเมืองเชียงใหม่ที่ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีค่ามลพิษติดอันดับโลกให้กลับสู่ภาวะปกติที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย
ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่เกิดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ มีปัจจัยจากหลากหลายด้าน ซึ่งหลัก ๆ จะมาจากหมอกควันข้ามแดนจากจุดความร้อนในประเทศและประเทศใกล้เคียงที่มีเป็นจำนวนมาก การทำการเกษตรที่เกษตรกรและประชาชนอาจยังไม่เข้าใจวิธีการที่ถูกต้อง ตลอดจนการมีนวัตกรรม ชุดข้อมูล เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมานั้นภาคส่วนการปกครองและการบริหารส่วนท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้มีการแก้ไขสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขอความร่วมมือจากภาคประชาชน การปิดป่าอนุรักษ์ การปฏิบัติการขอฝนหลวง รวมทั้งการจัดทำแผนงาน และการออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้ในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการบูรณาการความร่วมมือจากกลุ่มหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมกันคลี่คลายวิกฤติและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด การปฏิบัติการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นับเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะทำให้วิกฤติคลี่คลายได้เร็วขึ้น โดยที่ผ่านมาทางเชียงใหม่ได้มีการนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้แล้วแต่อาจยังไม่ทั่วถึง และบางนวัตกรรมอาจยังไม่ครอบคลุมกับปัญหาทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมีความยินดีและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งใจว่าทั้ง 16 โครงการวิจัยที่ทางสกสว. และกองทุนววน. ได้สนับสนุนมานั้นจะไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเฉพาะในระยเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่สามารถนำไปเชื่อโยงกับพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับปัญหา และพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยการนำงานวิจัยมาใช้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับการออกนโยบาย ยกระดับเมืองเชียงใหม่ให้เกิดการใช้วิจัยเพื่อสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ ที่เป็นบริบทสำคัญของจังหวัดได้อย่างเข้มข้น








