ป.ป.ช.ภาค 5 ควง 8 จังหวัดเหนือแถลงผลงานรอบปีงบ’66 คดีค้างเพียบยอดร้องกว่า 1.3 พันเรื่องส่วนมากทุจริต อปท.

ปปช.ภาค 5 แถลงผลการดำเนินงาน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนมีเรื่องพิจารณากว่า 1,300 คดี ส่วนมากท้องถิ่นทุจริต

เชียงใหม่ 5 ก.ย.- ที่ห้องประชุมอาคารสวนสัตว์เชียงใหม่ นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5 เป็นประธานในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดในพื้นที่ภาค 5 (8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน) โดยระบุว่า สถิติเรื่องตรวจสอบตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2566 มียอดยกมาปีก่อน 819 คดี รับเรื่องใหม่ 415 เรื่อง โดยดำเนินการเสร็จ 460 เรื่อง คงเหลือ 771 เรื่อง ส่วนเรื่องไต่สวน ยอดยกมา 353 เรื่อง รับใหม่ 259 เรื่อง แล้วเสร็จ 34 เรื่อง คงเหลือ 578 เรื่อง รวม คงเหลือทั้งหมด 1349 เรื่อง ทั้งนี้เรื่องร้องเรียนอาจจะเข้ามามากขึ้น ทั้งการแจ้งเบาะแส และลงไปตรวจสอบ แต่ทิศทางการร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการไต่สวนซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20 % พอเข้าสู่ชั้นไต่สวนพบว่าเป็นเรื่องที่มีมูล จะมีสัดส่วนเป็น 80 % ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มีมูลค่าสูง หลายๆเรื่องเกิดนานแล้ว แต่เพิ่งร้องเรียนเข้ามาก็มี แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ร้องเรียนเร็ว ก็จะหาข้อมูลหลักฐานได้ง่ายขึ้น การเข้าสู่พยานหลักฐาน ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น พฤติการณ์ที่พบคือนักการเมืองท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการประจำ ที่มีการร่วมมือกัน

ทั้งนี้มีการร้องมากที่สุดที่ เชียงใหม่ รองลงมาเชียงราย น่านและลำปาง ตามลำดับ ส่วนมากเป็นการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างและจัดเก็บภาษี เป็นต้น
สำหรับคดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นและสังคมให้ความสนใจเช่น กรณีเรื่องกล่าวหานางสุนี สุขประสงค์ดี หรือสมมี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง กับพวก ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในกรณีทุจริตเข้ามีส่วนได้เสียและตกลงร่วมกันในการเสนอราคาในการดำเนินโครงการจ้างเหมาขุดลอกลำน้ำขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2550 จำนวน 29 โครงการ มีหลักฐานชัดเจนเช่น มีการจัดทำเอกสารเบิกจ่ายเป็นเท็จตั้งแต่การประกวดราคาและกลุ่มจำเลยได้นำเงินสดโครงการละประมาณ 1,700,000 – 1,900,000 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและทางวินัยผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 9 ราย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 ตามคดีหมายเลขดำที่ 95 – 1 – 632/2560 คดีหมายเลขแดงที่ 369 – 1 – 50/2564 ต่อมาได้ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 9 คน เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 คดีหมายเลขดำที่ อท 118/2564 และ อท 145/2564 จนมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อท 99/2566 และ อท 100/2566 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ศาลพิพากษา จำเลยที่ 1 อดีตนายก อบจ.ลำปางกระทำผิด 29 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 116 ปี แต่ให้คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยรายอื่นๆตามฟ้องก็ได้รับโทษทั้งหมด ยกฟ้อง รายที่ 7 และ 8 เอกชนที่ถูกโยงร่วมเสนอราคา เป็นต้น
ส่วนที่เชียงใหม่เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดและศาลมีคำพิพากษา เช่น กรณีศาลมีคำพิพากษา คดีกล่าวหา นายนันทพล พงศธรวิสุทธิ์ อดีตนายกเทศมนตรี ตำบลสันนาเม็ง เบิกจ่ายเงินโครงการปรับปรุงผิวทางเดินด้วยแอสฟิลท์ติกคอนกรีตเป็นเท็จพิพากษาจำคถก 5 ปี
กรณีศาลมีคำพิพากษา คดีกล่าวหา นายสุภศิน วงศ์ษา อดีตนายกเทศมนตรีเมืองต้นเปาทุจริตจัดซื้อวัสดุการเกษตร พิพากษาลงโทษ พวก 1 ราย จำคุก 2 ปี 6 เดือน รายสอง ยกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์
กรณีศาลมีคำพิพากษา คดีกล่าวหานายสว่าง หนักแน่น อดีตนายกเทศมนตรีตำบลสันปูเลย เรียกรับทรัพย์สินจากผู้รับจ้าง เพื่อเป็นการตอบแทนการสั่งจ่ายเช็คค่าจ้างงานก่อสร้าง พิพากษาจำคุก 2 ปี 6 เดือน
กรณีศาลมีคำพิพากษา คดีกล่าวหา นายพศวัต แสนใจบาล อดีตนายกเทศมนตรีตำบลดอยแก้ว ทุจริตจัดซื้อสัญญาณไฟกะพริบ และกระจกโค้ง ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ จำคุก 3 ปี 4 เดือน

ส่วนที่อยู่ระหว่างที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดียังไม่ถึงที่สุดคือ กรณีมีการยื่นกล่าวหาร้องเรียน นางศิริพรรณ อินต๊ะ ผู้อำนวยการกองคลัง เทศบาลตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีเบียดบังเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินของเทศบาลตำบลหนองป่าครั่งไปเป็นของตนเอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 – 2560 โดยปลอมลายเซ็นต์ลงในใบเสร็จรับเงิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 – 2560 รวมทั้งสิ้น 53 ครั้ง เป็นเงิน 5,526,207.85 บาท คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับไว้พิจารณา เพื่อดำเนินการไต่สวนและมีความเห็นผู้ถูกร้องทำผิดจริง เรื่องร้องมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานกระทำการอื่นใดอันได้เชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่ โทษทางวินัย นางศิริพรรณ อินต๊ะ ผู้ถูกกล่าวหา ทางเทศบาลตำบลหนองป่าครั่ง ได้มีคำสั่งที่ 208/2561 ลงวันที่ 18 เมษายน 2561 ลงโทษไล่ออกจากราชการในการกระทำผิดนี้ ส่วนทางอาญาอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล.