ผู้ว่าฯเชียงใหม่สั่งปรับแผนสู้ดับไฟป่าระดมลาดตระเวนช่วงค่ำเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นทาง พร้อมประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติฯช่วยเหลือชาวบ้านเร่งด่วน

เชียงใหม่/ภาณุเมศ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สั่งปรับกลยุทธ์ลาดตระเวนไฟป่าช่วงค่ำ หลังพบจุดความร้อนพุ่งสูงกว่า 1,000 จุด พร้อมประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินฯ เร่งระดมทรัพยากรเข้ายับยั้งต้นเพลิงอย่างเร่งด่วน

เชียงใหม่ 31 มี.ค.- ช่วงค่ำนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้เปิดเผยหลังติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ต่อเนื่องถึงวันนี้ว่า สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา โดยวิกฤตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่ายมา ซึ่งมีการตรวจพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตพุ่งสูงถึง 1,020 จุด ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงในปัจจุบันจนเหลือเมื่อวานนี้จุดความร้อนเหลือประมาณ 355 จุด ​วันนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า การเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลงเพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ จังหวัดเชียงใหม่จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยเน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริงในช่วงค่ำ พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยากและปลายเหตุ
จังหวัดเชียงใหม่ได้พิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า ตามระเบียบและเงื่อนไขที่กำหนดไปแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อำเภอฮอด อำเภอสะเมิง ลงนามเรียบร้อยและอยู่ระหว่างลงนามอีกคือ อำเภอเชียงดาว อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอแม่แตง และ อำเภอแม่วาง ซึ่งการประกาศในครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบลและรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริงๆ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด โดยหัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยคือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรส่วนตัวที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ ทั้งนี้หากหน่วยงานในระดับพื้นที่ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ทางจังหวัดพร้อมที่จะอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปสนับสนุนเสริมการทำงานในทันที เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตอัคคีภัยและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ.


แสดงข้อความที่ยกมา