สดร.ชวนติดตามปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สัปดาห์นี้

สดร.เผย 21 ก.ย. ดาวเสาร์ใกล้โลกสุดรอบปี 23 ก.ย. “วันศารทวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน

เชียงใหม่ 18 ก.ย. – สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)แจ้งว่า 21 กันยายน 2568 นี้ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 1,279 ล้านกิโลเมตร ส่งผลให้ดาวเสาร์ปรากฏสว่างมาก มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและสังเกตการณ์ได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า ทาง สดร. เตรียมจัดส่องดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ 5 จุดสังเกตการณ์หลัก ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เชียงใหม่และหอดูดาวภูมิภาค นครราชสีมา ขอนแก่น ฉะเชิงเทราและสงขลา เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมชวนติดตามชมการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ผ่านทาง เฟซบุ๊ก และยูทูบของ NARIT ด้วย

โดยนายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 21 กันยายน 2568 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ (Saturn Opposition) หมายถึง ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ เรียงกันในแนวเส้นตรง โดยโลกอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดาวเสาร์ ส่งผลให้ดาวเสาร์มีระยะใกล้โลกที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 1,279 ล้านกิโลเมตร และในวันดังกล่าวจะเริ่มสังเกตดาวเสาร์ได้ทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ปรากฏสว่างเด่นชัดตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า และหลังจากนี้ ดาวเสาร์จะยังคงปรากฏบนท้องฟ้าไปจนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ เนื่องจากดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ทำให้ได้รับแสงอาทิตย์เต็มที่ สามารถมองเห็นได้ง่ายและมีรายละเอียดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสเห็นดวงจันทร์บริวารที่สว่างที่สุดอย่าง ไททัน (Titan) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์และมีชั้นบรรยากาศหนาแน่น และหากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางตั้งแต่ 8 นิ้ว ขึ้นไปจะสามารถเห็นดวงจันทร์อื่น ๆ เช่น ดวงจันทร์รีอา (Rhea) ทีทิส (Tethys) ไดโอนี (Dione) ไอแอพิตัส (Iapetus) ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่วงแหวนดาวเสาร์มีมุมเอียงน้อยที่สุด ผู้สังเกตบนโลกจึงมองเห็นดาวเสาร์เสมือน “ไร้วงแหวน” เนื่องจากมุมเอียงของวงแหวนดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรของดาวเสาร์รอบดวงอาทิตย์ หนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 29.4 ปี ส่งผลให้ดาวเสาร์จะปรากฏเสมือนไร้วงแหวน เมื่อมองจากโลกในทุก ๆ 15 ปี
ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงมุมเอียงและโครงสร้างของวงแหวนดาวเสาร์ในระนาบต่าง ๆ และด้วยระนาบการเอียงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี ทำให้วงแหวนดาวเสาร์ปรากฏแตกต่างไปตามมุมมองที่มองจากโลก จึงเป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของการสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่น่าติดตาม อย่างไรก็ตามในคืน 21 กันยายนนี้ ดาวเสาร์จะไม่ได้ปรากฏเสมือนไร้วงแหวนแล้ว แต่ระนาบวงแหวนยังคงมีมุมเอียงที่น้อย จึงจะเห็นดาวเสาร์พร้อมกับวงแหวนบาง ๆ

และวันที่ 23 กันยายน 2568 ก็เป็นวัน “วันศารทวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน นับเป็นวันเริ่มต้นสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศทางซีกโลกเหนือและเริ่มต้นสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศในซีกโลกใต้ วัน “ศารทวิษุวัต” (อ่านว่า สา-ระ-ทะ-วิ-สุ-วัด*) (Autumnal Equinox) ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน นับเป็นวันเริ่มต้นสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศทางซีกโลกเหนือ ในทวีปเอเชียบางประเทศ ยุโรป อเมริกาเหนือและแอฟริกาตอนเหนือและเริ่มต้นสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกใต้ ในทวีปอเมริกาใต้บางประเทศ แอฟริกาตอนใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้

สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเวลาประมาณ 06:07 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:13 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) การที่ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในวันดังกล่าวปรากฏไม่เท่ากัน เนื่องจากการนิยาม “ดวงอาทิตย์ขึ้น–ตก” นั้นอ้างอิงจากตำแหน่ง ขอบบนของดวงอาทิตย์ ที่สัมผัสกับเส้นขอบฟ้า(ไม่ใช่จุดกึ่งกลางของดวงอาทิตย์) กล่าวคือ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น จะนับเวลาเมื่อขอบบนของดวงอาทิตย์ปรากฏแตะเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และเมื่อดวงอาทิตย์ตก จะนับเวลาเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปทั้งดวงทางทิศตะวันตก รวมทั้งการหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศ ด้วยสองปัจจัยนี้ทำให้ ช่วงเวลาที่นับว่า “กลางวัน” จะยาวขึ้นประมาณ 8-10 นาที (ขึ้นอยู่กับละติจูดและสภาพบรรยากาศ)

โดยในทางดาราศาสตร์ “วันวิษุวัต” หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์โคจรอยู่บนเส้นศูนย์สูตรฟ้า (Celestial Equator) พอดี หากนับตามเวลาที่ จุดกึ่งกลางของดวงอาทิตย์ เคลื่อนผ่านเส้นขอบฟ้า วันดังกล่าวจะนับว่ามีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน คือ 12 ชั่วโมงพอดี

สำหรับคำว่า Equinox (อิ-ควิ-นอกซ์) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ aequus แปลว่า เท่ากัน และ nox แปลว่า กลางคืน ดังนั้นจึงแปลรวมกันว่า “กลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน” ซึ่งตรงกับคำว่า วิษุวัต (विषुवत्) ในภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า จุดราตรีเสมอภาค เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียง ปีละ 2 ครั้ง ได้แก่ ในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า Vernal Equinox (วสันตวิษุวัต) และในช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง เรียกว่า Autumnal Equinox (ศารทวิษุวัต)

สำหรับปรากฏการณ์ต่อไปที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตก ของดวงอาทิตย์ในปีนี้ คือ “วันเหมายัน” (Winter Solstice) ซึ่งจะตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุดและตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด และกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้จะมีช่วงกลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน *ศารท (शारद) เป็นคำภาษาสันสกฤต อ่านว่า สา-ระ-ทะ