สภาลมหายใจจับมือภาคีเครือข่ายจัดเวทีเดินหน้าวางยุทธศาสตร์แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควันเชิงรุกทิ้งวิธิทำแค่อีเว้นท์

ภาคีแก้ไขไฟป่าหมอกควันถกวางแผนจัดการยั่งยืนกำหนดพื้นที่จัดการชัดเจนก่อนเสนอรัฐหนุนให้ถูกจุด เลิกแนวทางเดิมๆที่แก้ไขแบบอีเว้นท์ปลายเหตุ

เชียงใหม่ 18 ก.ค.- ที่โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ นายชัยวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวเปิดเวทีเสวนา เปิดพื้นที่ความรู้การใช้ไฟสู่แนวทางการจัดทำแผนบริหารจัดการไฟเชิงพื้นที่ โดยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การใช้ไฟเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับ สสส. สำนัก 2 มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่ความรู้เรื่องการใช้ไฟเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยเฉพาะการใช้ไฟในพื้นที่ป่าผลัดใบและแนวทางการจัดการเพื่อการปฏิบัติจริงในพื้นที่ในปี 2567 ระหว่างกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาชนและหน่วยงานผู้มีบทบาทกำหนดนโยบายระดับจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้มีวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เวทีภาคเช้าประกอบด้วย นายพงศ์ภาวัต ใหญ่วงศ์กรณ์ ผู้อำนวยการส่วนควมคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ผศ.ดร.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ อาจารย์ประจำ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายแควา ไศลทองเพริศ บ้านห้วยอี่ค่าง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง (ป่าผสม และป่าสน) นายสูน ปัญญาเจ็กและนายนิรันดร์ น้ำภูดิน ล้ำตัวแทนบ้านยางเปียง อ.อมก๋อย (ป่าผสม เต็งรัง-สน โซนใต้) นายปฐมพงษ์ เจริญมูล บ้านแม่นาป้าก ต.แม่หอพระ อ.แม่แตง (ป่าเต็งรัง) นายเพิ่มพูน พีโน บ้านป่าตึงงาม ต.บ้านออน อ.เชียงดาว (ป่าเต็งรังและเบญจพรรณ) นายถาวร บุญทราย บ้านหนองปิด ต.สันทราย อ.พร้าว (ป่านเต็งรัง โซนเหนือ) ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.เขมกร ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าโครงการย่อย PM2.5 Forum โดยมีผู้เข้าร่วมเวทีครั้งนี้จำนวน 80 คน ได้แก่ ตัวแทน 15 ชุมชน 5 ตำบลเป้าหมาย ที่ได้รับการสนับสนุนจากโหนด สสส. จังหวัดเชียงใหม่(หน่วยจัดการจังหวัดระดับที่มีจุดเน้นสำคัญ, Node Flagship) พื้นที่นำร่องของจังหวัด (บางพื้นที่) เพื่อสนับสนุนให้เกิดแผนการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ในปี 2567 องค์กรผู้จัดและหน่วยงานภาคีและ ประชาชนผู้สนใจทั่วไป

ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เป็นการต่อยอดการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเชิงรุกที่จะมีแผนบริหารจัดการระดับพื้นที่ให้ชัดเจนในทางปฏิบัติเพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปี จะไม่ใช่การแก้ไขที่เป็นอีเว้นท์ช่วงที่เกิดปัญหาและผลลัพธ์ไม่ยั่งยืน ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลแนวทางไปร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์แก้ไขก่อนจะเสนอแนวทางพร้อมกับการเชื่อมโยงถึงนโยบายและงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งในแผนจะมีการแบ่งโซนพื้นที่ป่าที่เกิดปัญหาไว้ 7 พื้นที่หลักในการบริหารจัดการ ซึ่งแนวทางวิธีการจะเหมาะสมเฉพาะพื้นที่ ทั้งหมดคือสิ่งที่ต้องทำงานให้เกิดความยั่งยืนไม่ใช่มาทำตอนมีปัญหาเหมือนผ่านมา เดือนกรกฎาคมนี้จะสรุปก่อนเข้าที่ประชุมกำหนดแนวทางหลักในสัปดาห์แรกเดือนสิงหาคมและกันยายนก็น่าจะมีรูปร่างชัดเจน ที่สำคัญอีกด้านหนึ่งที่ต้องต่อยอดคือเราจะต้องถอดบทเรียนพื้นที่ชุมชนที่ไม่เกิดปัญหาด้วยว่าทำอย่างไรเพื่อนำมาเรียนรู้ชื่นชมการบริหารจัดการ รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายของภาคเหนือหรือระดับนโยบายที่กว้างขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ในเวทีเสวนา นายพงศ์ภาวัต ใหญ่วงศ์กรณ์ ผู้อำนวยการส่วนควมคุมและปฏิบัติการไฟป่าฯ กล่าวว่า พื้นที่ป่าในการกำกับดูแลมีกว่า 7,627,165 ไร่ เฉพาะเชียงใหม่มีกว่า 5.2 ล้านไร่ 80-90% เป็นป่าอนุรักษ์ โดยเฉพาะป่าผลัดใบที่เป็นจุดเกิดปัญหามากกว่า 62% ความหลากหลายในการใช้พื้นที่และสภาพผืนป่าและชุมชนทำให้การจัดการยาก พื้นที่ที่เกิดปัญหามากคืออุทยานแห่งชาติศรีลานนา ,แม่ปิงและ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ซึ่งจำเป็นต้องมาคุยกันเพื่อการจัดการที่ถูกจุดและมีประสิทธิภาพ
ผศ.ดร.วัชรพงษ์ กล่าวว่า บทเรียนและตัวอย่างการจัดการเชื้อเพลิงทั้งที่สหรัฐฯและออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า มีปัจจัยเกี่ยวข้องของนิเวศวิทยาไฟป่า ส่งผลต่อวงรอบไฟ จึงต้องบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม การบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่แต่ละพื้นที่จะต่างกันไปแต่ต้องดำเนินการเพราะผืนป่าแต่ละชนิดจะกำหนดพฤติกรรมไฟ องค์ความรู้เหล่านี้ต้องเหมาะสม

ขณะที่ตัวแทนชุมนุมต่างๆ เห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องมีการใช้ไฟเพื่อจัดการเชื่อเพลิงสะสมเพื่อป้องกันไฟที่รุนแรง ผ่านมาชุมชนต่างสำนึกในการดูแลและเรียนรู้จากประสบการณ์จากสภาพผืนป่าซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงชีพ มีการร่วมมือกันดูแล จนระยะหลังราชการหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนแต่ยังมีข้อจำกัดโดยเฉพาะเรื่องเครื่องมือ องค์ความรู้และงบประมาณ เห็นตรงกันว่า แต่ละพื้นที่จะต้องมีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น การใช้แผนมาตรการเดียวทำเหมือนกันทุกพื้นที่ไม่ได้.