สถานีวิทยุ ม.เกษตรฯ นำคณะหารือเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ร่วมหาแนวทางสร้างต้นแบบโครงการความร่วมมือพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร เกษตรจังหวัดเชียงใหม่เผยเดินหน้ามาตรการบรรเทาผลกระทบ เตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำมันแพง

เชียงใหม่ 7 เม.ย.- ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเจษฏา กาพย์ไชย หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ ร่วมหารือแนวทางสร้างต้นแบบการทำงานเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ภายใต้โครงการ พัฒนาสื่อและสร้างต้นแบบส่งเสริมการเกษตรฯ กับสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ม.ก.) โดยสถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ โดยมี ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. นำคณะเข้าร่วมหารือดังกล่าว โดย ผศ.อนุพรเผยว่า การหารือครั้งนี้เพื่อหาแนวทางความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์บทบาทและภารกิจสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ในด้านต่างๆ อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง ผ่านทางช่องทางของสถานีวิทยุกระจายเสียง ม.ก.เชียงใหม่ ออกอากาศผ่านระบบ AM ความถี่ 612 kHz และออนไลน์ เว็บไซต์หลัก www.kurplus612.com และ Facebook: AM 612 สถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ โดยจะมีการนำร่องโครงการความร่วมมือในเร็วๆ นี้ แม้ปกติจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร มีการสัมภาษณ์เกษตรจังหวัดเป็นประจำก็ตาม แต่แนวทางจากนี้จะเพิ่มความเข้มขึ้นและสร้าง impacts จากความร่วมมือที่มีรูปแบบที่ชัดเจนมากขึ้น

โอกาสนี้นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการดูแลเกษตรกรในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยว่า ได้ให้นโยบายในการประชุมเกษตรอำเภอประจำเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาล่าสุด ร่วมกับหัวหน้ากลุ่มฝ่ายและเกษตรอำเภอทั้ง 25 อำเภอ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการเร่งด่วนเร่งวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังของจังหวัดที่มีกว่า 1.55 แสนไร่ที่กำลังจะเก็บเกี่ยวรวมทั้งความต้องการพลังงานในห้วง 5-6 เดือนนี้หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

ทั้งนี้เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สรุปประเด็นเร่งด่วนและแนวทางแก้ไขเป็น 3 ด้านหลัก คือ 1.วิกฤตน้ำมันรถเกี่ยวข้าวช่วงเก็บเกี่ยว (เม.ย. – มิ.ย. 69) มีพื้นที่รอเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังกว่า 155,000 ไร่ คาดความต้องการใช้น้ำมันดีเซลสูงถึง 1,090,000 ลิตร ซึ่งผู้ประกอบการรถเกี่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ยังขาดความมั่นใจเรื่องแหล่งน้ำมันและราคาที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้ค่าจ้างเกี่ยวข้าวแพงขึ้นหรือไม่มีรถรับจ้างเข้าในพื้นที่ มีแนวทางแก้ไขโดย จังหวัดเชียงใหม่เตรียมหารือร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปเรื่องแหล่งสำรองน้ำมันและควบคุมราคารับจ้างให้เหมาะสม ก่อนการเก็บเกี่ยว

ด้านการบริหารจัดการพลังงานเครื่องจักรกลเกษตร ซึ่งมีกิจกรรมทางการเกษตรอื่นๆ เช่น รถไถ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องพ่นยา ในพืชเศรษฐกิจช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. นี้คาดว่า มีความต้องการใช้น้ำมันรวมกว่า 2,822,813 ลิตร มีแนวทางแก้ไขโดยดำเนินการประสานงานหาแหล่งพลังงานและมาตรการช่วยเหลือเช่นเดียวกับกรณีรถเกี่ยวข้าว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่เกษตรกร

และประเด็นที่ 3 การรับมือวิกฤตราคาปุ๋ยพุ่งสูง ด้วยกลไกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เร่งรณรงค์ให้เกษตรกรวางแผนการใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นการ “ใช้ปุ๋ยผสมผสาน” เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนการผลิต โดยขับเคลื่อนผ่าน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมครบทั้ง 25 อำเภอ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้และช่วยเหลือเกษตรกรในระดับฐานรากได้อย่างทั่วถึง

สำหรับมาตรการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการสำรวจข้อมูลความต้องการใช้พลังงานน้ำมันที่ภาคเกษตรต้องใช้ระยะนี้มีราว 3-4 ล้านลิตร โดยสรุปเสนอทางจังหวัดเพื่อประสานกรมพัฒนาธุรกิจพลังงานเพื่อจัดหารองรับ การให้องค์ความรู้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการลดภาระพึ่งพิงพลังงาน รวมทั้งมาตรการรับมือเรื่องต้นทุนการผลิตจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่เริ่มขับราคาไปแล้ว ต้นทุนการขนส่ง ซึ่งมีมาตรการรับมือเป็นลำดับ แต่ในเชิงเร่งด่วนของนโยบายต้องรอรัฐบาลหลังแถลงนโยบายว่าจะเพิ่มเติมหรือเสริมมาตรการบรรเทาอย่างไรบ้าง ซึ่งยอมรับว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อจะส่งผลกระทบมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้.