เครือข่ายธนาคารเวลาภาคเหนือออกแถลงการณ์และประกาศเจตนารมณ์ค้านแก้กฎหมาย หวั่นกระทบงาน สสส.และภาคี

เครือข่ายธนาคารเวลาภาคเหนือออกแถลงการณ์พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ คัดค้านแก้กฎหมายยกเลิกเงินบำรุงกองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบ 

เชียงใหม่ 11 ต.ค.- วันนี้ที่โรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายธนาคารเวลาภาคเหนือ 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบนออกแถลงการณ์พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ คัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….กรณียกเลิกเงินบำรุงกองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อร่วมปกป้องกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการและกลุ่มเปราะบาง โดยระบุว่า องค์กรคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูนและแม่ฮ่องสอน ตระหนักดีว่ากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งได้รับเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้ภาคประชาชนสามารถลุกขึ้นมาดูแลกันเองในระดับชุมชน และทำให้คนพิการจำนวนมาก ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนพึ่งพาตนเองได้ ทางเครือข่ายฯ มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่จะยกเลิกเงินบำรุงดังกล่าว และให้กองทุนต้องขอรับงบประมาณรายปีจากรัฐบาลแทน ซึ่งจะทำให้งานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการขาดความต่อเนื่องและความเป็นอิสระ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ดังนี้

1. จะยืนหยัดคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่วมรักษากลไกเงินบำรุงร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบไว้ เพื่อให้แหล่งทุนสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนมีความมั่นคง ต่อเนื่อง และเป็นอิสระ

2. จะส่งเสียงของคนพิการเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นทุกช่องทาง และเรียกร้องให้ การรับฟังความคิดเห็นต่อกฎหมายที่กระทบกลุ่มเปราะบาง เปิดให้คนพิการ ทุกประเภท เข้าถึงและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

3. จะร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน สตรี ผู้ป่วย ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสังคมอย่างสร้างสรรค์และสันติ

4. จะทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงาน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนต่อสาธารณะ เพื่อยืนยันว่าภาษีจากสุราและยาสูบ ได้กลับคืนสู่สุขภาวะของประชาชนอย่างคุ้มค่า

5. จะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพคนพิการให้พึ่งพาตนเองได้ และพัฒนากลไกชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อให้คนพิการอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม

“ภาษีจากสุราและยาสูบ ต้องคืนสู่สุขภาวะของประชาชน”

นอกจากนี้เครือข่ายคนพิการภาคเหนือเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบ ดังนี้

1. งานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจะขาดความต่อเนื่อง การขอรับงบประมาณรายปีทำให้วงเงินไม่แน่นอน ต้องแข่งขันกับรายจ่ายอื่นของรัฐ และผันผวนตามสถานการณ์การคลัง ขณะที่งานพัฒนาศักยภาพคนพิการและกลไก ชุมชนต้องอาศัยการดำเนินงานระยะยาวจึงจะเกิดผล

2. ความเป็นอิสระของกองทุนจะลดลง เมื่อแหล่งเงินขึ้นอยู่กับการพิจารณางบประมาณประจำปี ย่อมเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงทางการเมือง และลดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนด ประเด็นการทำงานด้วยตนเอง

3. ขัดกับหลักการที่ผู้ก่อภาระทางสุขภาพต้องร่วมรับผิดชอบ เงินบำรุงร้อยละ 2 เป็นกลไกที่ เชื่อมโยงผลกระทบจากสุราและยาสูบเข้ากับการสร้างเสริมสุขภาพ การยกเลิก โดยไม่มีหลัก ประกันว่าเงินส่วนนี้จะกลับคืนสู่รัฐ อาจเป็นประโยชน์ แก่ผู้ประกอบการมากกว่าประชาชน

4. การทำงานของภาคประชาชนจะถูกตัดตอน งานที่ภาคีเครือข่ายร่วมกับ สสส. สร้างไว้ในระดับ ตำบล รวมถึงศูนย์บริการคนพิการและคณะทำงานในพื้นที่ มีความเสี่ยงที่จะหยุดชะงัก ซึ่งผล กระทบจะตกอยู่กับคนพิการและครอบครัวโดยตรง

เครือข่ายคนพิการภาคเหนือจึงขอแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และมีข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ขอให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คณะผู้เสนอกฎหมาย และสภาผู้แทนราษฎร ทบทวนและถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และคงไว้ซึ่งกลไกเงินบำรุง กองทุนร้อยละ 2 จากภาษีสุราและยาสูบตามกฎหมายเดิม

2. หากผู้เสนอกฎหมายเห็นว่าการบริหารจัดการของ สสส. ควรปรับปรุง ขอให้ดำเนินการ ผ่านการเพิ่มความ โปร่งใสและกลไกการตรวจสอบ โดยไม่เปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของเงินกองทุน

3. ขอให้การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายที่กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เปิดให้คนพิการ เข้าร่วมได้อย่างแท้จริง ด้วยรูปแบบที่คนพิการทุกประเภทเข้าถึงได้ เช่น ล่ามภาษามือ เอกสารอักษรเบรลล์ และเอกสารฉบับอ่านง่าย

เครือข่ายคนพิการภาคเหนือยืนยันว่า พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลและทุกภาคส่วน เพื่อให้การสร้างเสริมสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน.