ฉลองครบรอบ 36 ปี การดำเนินงานท่าอากาศยานเชียงใหม่เผยผลประกอบการเป็นบวกครั้งแรกหลังวิกฤตโควิด-19 พัฒนาเดินหน้าสู่ HUB ภูมิภาค ระยะที่ 1 อยู่ระหว่างทำ EIA) คาดแล้วเสร็จในปี 2573 ยันพร้อมรับมือวิกฤตฝุ่นควัน PM2.5 สร้างความมั่นใจทุกระดับ
เชียงใหม่ 1 มี.ค.- ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทชม.ทอท.) เป็นประธานพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 36 ปี การดำเนินงาน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่พร้อม ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ สายการบิน ผู้ประกอบการ และผู้ที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไปร่วมพิธีทำบุญตักบาตรจำนวนมาก ซึ่งได้รับเมตตาจากพระราชภาวนาวชิรากร (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก) วัดป่านาคำน้อย จังหวัดอุดรธานี และพระเถระทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี ออกรับบิณฑบาต จำนวน 9 รูป ผอ.ท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นท่าอากาศยาน 1 ใน 6 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของ ทอท.ได้รับโอนกิจการจากกรมการบินพาณิชย์มาอยู่ในความดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 และแปรสภาพเป็น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 โดยได้มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการให้บริการในทุกๆ ด้าน ภายใต้มาตรฐานสากล มีผลการดำเนินงานเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนหลักทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่มาโดยตลอด จนกระทั่งในปี 2563 ได้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจการบิน ส่งผลให้การดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในปีงบประมาณ 2563 มีอัตราลดลงเป็นครั้งแรกและผลประกอบการขาดทุนในปีงบประมาณ 2564-2565 อย่างไรก็ตามหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบาย Quick Win เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้ในปีงบประมาณ 2566 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีผลการดำเนินงานในทิศทางที่เพิ่มขึ้นและมีผลประกอบการเป็นบวก โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. มีอากาศยานพาณิชย์ ขึ้น-ลง 52,682 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 59 2. มีจำนวนผู้โดยสาร 7.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 79 3. มีปริมาณการขนถ่ายสินค้า 5,353 ตัน ใกล้เคียงกับปี 2565 แต่เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่มีผลการดำเนินงานสูงสุดมีจำนวนผู้โดยสารกว่า 11.3 ล้านคน พบว่า ผลการดำเนินงานในปี 2566 ทั้งจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินยังน้อยกว่าปี 2562 ร้อยละ 30 ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่จะประสานผนึกกำลังกับภาคการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนให้จำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารในปี 2567 เพิ่มขึ้นต่อไป ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือการเป็น Hub ของภูมิภาคและโดยศักยภาพตอนนี้ก็พร้อมอยู่แล้ว
สำหรับความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 ที่มีเป้าหมายรองรับผู้โดยสาร 16.5 ล้านคน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจ้างสำรวจและออกแบบ โดยบริษัทผู้รับจ้างได้สำรวจข้อมูลความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งภายในและภายนอกท่าอากาศยาน จัดทำและนำเสนอแบบร่างขั้นต้น (Schematic Design) ของโครงการฯ แล้ว เมื่อปลายเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมาและได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มไปพิจารณาปรับปรุงและกำหนดรายละเอียดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อไป โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งนี้หากเป็นไปตามแผนที่กำหนดและได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้ในปี 2573 ซึ่งปัจจุบันก็สามารถให้บริการมีศักยภาพรองรับได้อีกจำนวนมาก
ส่วนปัญหาวิกฤตหมอกควัน PM 2.5 ทางท่าอากาศยานเชียงใหม่ก็ได้มีแผนและมาตรรองรับเพื่อบรรเทาผลกระทบในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ ไม่ว่าทั้งการประสานงานดูแลนอกอากาศยานและภายในอาคารผู้โดยสารที่ได้จัดทำเป็นห้องปลอดฝุ่นเพื่อดูแลไม่ให้ผลกระทบรุนแรงโดยเฉพาะช่วงที่คาดการณ์ว่า จะมีสถานการณ์มากขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนนี้ ซึ่งที่ผ่านมานั้นยังไม่มีปัญหาและผลกระทบเกิดขึ้น.






