มทร.ล้านนา ขานรับนโยบาย รองนายกฯ-รมว.อว.”ยศชนัน” นำเครือข่าย 9 มทร. เปิดสมุดปกขาว ONE RMUT มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4+3 ผลิตกำลังคน 1.7 แสนคนรองรับ New Growth Engine
เชียงใหม่ 8 มิ.ย.- รองศาสตราจารย์วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เผยว่า ตนพร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิสิษฐ์ วิมลธนสิทธิ์ รองอธิการบดีและคณะผู้บริหารได้ร่วมการประชุมนำเสนอยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ในงานนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยนวัตกรรม (อว.) มาเป็นประธานมอบนโยบายและทิศทางการพัฒนาการอุดมศึกษาในอนาคต ที่หอประชุมสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โดยมี พลเอก จรัล กุลละวณิชย์ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ประธานที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธาน ทปอ.มทร. และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ทปอ. ทั่วประเทศ เข้าร่วม
ในการประชุมครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธาน ทปอ.มทร. ได้นำเสนอ สมุดปกขาว ยุทธศาสตร์การพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ภายใต้แนวคิด ONE RMUT เพื่อยกระดับการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ นวัตกร และผู้ประกอบการสมรรถนะสูง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศและเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่(New Growth Engine)และการกำหนดกรอบงบประมาณรวม 12,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนากำลังคนคุณภาพสูงจำนวน 173,248 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมหลัก 4 ด้าน และอุตสาหกรรมสนับสนุน 3 ด้าน หรือ 4+3 ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า(Electric Vehicle: EV) อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence: AI) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง(Semiconductor and Advanced Electronics) และอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงและสุขภาวะ(Advanced Medical Industry and Wellness)
โอกาสนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวงและมหาวิทยาลัยของเราจะต้องเป็น “มันสมอง” และ “กระดูกสันหลัง” ให้กับประเทศ พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือในทันทีที่เกิดวิกฤต การแก้ปัญหาที่ประสบความสำเร็จนั้น บางครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงหรือไม่ เช่นการใช้ตุ๊กตาตำรวจตั้งไว้ที่ได้ผลในการควบคุมการจราจรมากกว่าการใช้เทคโนโลยีจับผิด ภารกิจสำคัญของเราคือการผลักดันนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์(Geo-Political) เปลี่ยนแปลงไป เรายิ่งต้องมีความไวสูงในการสร้างหลักสูตรระยะสั้น(Non-degree) หรือระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถอัพสกิลและรีสกิล(Upskill/Reskill) ให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ
รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ใหม่จากเป็นอาจารย์แล้วต้องยากจน มาเป็น อาจารย์ต้องผลิตคนรวยและตัวอาจารย์เองก็รวยได้ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานที่คนต้องการนำไปใช้จริง ต้องมองข้ามการทำวิจัยเพียงเพื่อหวังตีพิมพ์เปเปอร์ให้ได้ตำแหน่งวิชาการหรือหวังรางวัลโนเบล แต่ต้องตั้งเป้าหมายว่า งานวิจัยของเราจะถูกส่งมอบให้ใครนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โอกาสของเรานั้นมหาศาลมากเมื่อมองไปที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรถึงกว่า 600 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์(MedTech) เทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีหุ่นยนต์(Robotics)
นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ผลงานวิจัยควรคำนึงถึงการสร้างคุณค่าร่วมกันตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำสารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ในจังหวัดฉะเชิงเทรามาทำน้ำยาบ้วนปาก ซึ่งหากสินค้าขายดีก็จะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับคนทั้งจังหวัด ในขณะเดียวกัน เราต้องคอยจับตาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เช่น ปัญหาน้ำมันในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการทำ AI ในอินเดีย และลุกลามมาทำให้ราคายาในไทยแพงขึ้น การทำงานร่วมกันต่อจากนี้ จึงต้องอาศัยความเข้าใจในภาพรวม การปรับเปลี่ยนใช้วัตถุดิบทดแทน และการทำงานเป็นทีมเพื่อนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างยั่งยืน.











