บพท.จัดเวทีขับเคลื่อนดัน เชียงใหม่ Sandbox ต้นแบบจัดการปัญหายั่งยืน

เชียงใหม่จับมือ บพท.-สวส.-เอกชน-มหาวิทยาลัย-ประชาชน เดินหน้าเมืองต้นแบบ ดัน “Sandbox วิสาหกิจเพื่อสังคม” ใช้ธุรกิจแก้ PM2.5 เชื่อมงานวิจัย–ทุน–ตลาด สร้างทางออกยั่งยืน งัดแก้ pm2.5 เบ็ดเสร็จจัดการเชื้อเพลิงสะสมมีคุณภาพ

เชียงใหม่ 10 ต.ค.- จังหวัดเชียงใหม่เดินหน้าสร้างกลไก “วิสาหกิจเพื่อสังคมเชิงพื้นที่” หรือ Area-based Social Enterprise ดึงภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชนและภาคประชาชนร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะฝุ่นควัน PM2.5 พร้อมผลักดัน “เชียงใหม่ Sandbox” เป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมทางสังคม เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้จริง และสร้างโมเดลธุรกิจที่ช่วยให้ชุมชนมีรายได้ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยในการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนวิสาหกิจเพื่อสังคมภาคเหนือว่า จังหวัดกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นควัน PM2.5 ที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรบนพื้นที่สูง ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางแก้ไขจำนวนมากยังอยู่ในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคมหรือการช่วยเหลือจากภาครัฐที่ไม่เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและยังเกิดการเผาอย่างต่อเนื่อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องนำกลไก “วิสาหกิจเพื่อสังคม” และ Social Impact Startup เข้ามาสร้างระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด “คิดแบบนักธุรกิจ แต่ทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” พร้อมผลักดันเชียงใหม่ให้เป็น “Sandbox” หรือ Government Innovation Lab เพื่อทดลองแนวทางใหม่ รวมทั้งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและระเบียบ และนำผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยลงไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่จริง
การขับเคลื่อนครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคมภาคเหนือ หรือ Northern SE Network ที่มีมหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป็นแกนนำ เชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัยและภาคประชาชน เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ตลาดและแหล่งสนับสนุนให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างเป็นระบบ

ด้านนายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ สวส. กล่าวว่า สวส. มีนโยบายใช้กลไกทางธุรกิจเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยจังหวัดเชียงใหม่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนแล้ว 17 แห่ง มากที่สุดในประเทศ และยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก สวส. พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสทางตลาด รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่และภาคประชาสังคม เพื่อเปลี่ยนจากการ “ตามแก้ปัญหา” ไปสู่การ “ป้องกันปัญหา” เช่น การบริหารจัดการชีวมวลและลดพื้นที่เผา

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้กลไกตามกฎหมายวิสาหกิจเพื่อสังคมกลับมามีบทบาทอย่างจริงจัง โดยไม่ได้สนับสนุนเพียงงบประมาณ แต่รวมถึงตลาด เทคโนโลยี การบริจาค และกลไกต่าง ๆ ที่ช่วยให้กิจการเพื่อสังคมดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมงานวิจัยจากกระทรวง อว. และ บพท. ไปสู่การแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และต่อยอดเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่สามารถวัดผลลัพธ์ได้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น กล่าวด้วยว่า “เชียงใหม่ Sandbox” จะเป็นพื้นที่ทดลองให้ภาคส่วนต่าง ๆ ทำงานร่วมกันจากโจทย์จริง เช่น PM2.5 และมิติด้านวัฒนธรรม ขณะที่ภาคเอกชนหรือผู้บริจาคที่สนับสนุนผ่านกองทุนสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยนำไปหักลดหย่อนได้ถึง 200% ซึ่งจะช่วยดึงทรัพยากรจากภาคธุรกิจเข้าสู่การแก้ปัญหาสาธารณะมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายกำหนดทิศทาง Northern SE Network และแนวทางความร่วมมือระหว่าง สวส. มหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่ง และภาคีในพื้นที่ ก่อนลงพื้นที่ศึกษาดูงานวิสาหกิจเพื่อสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำข้อเสนอจากผู้ประกอบการไปพัฒนากลไกสนับสนุนในระยะต่อไป.