คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาครูและผู้บริหารในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่(ภาคเหนือ) 1ใน 6 พื้นที่นำร่องทั่วประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมฯ และวางแผนดำเนินงานในการพัฒนาสมรรถนะครูในโรงเรียน สร้างเยาวชนคุณภาพ ลดสังคมบุลลี่และเหลื่อมล้ำ
เชียงใหม่ – ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดศูนย์ให้คำปรึกษาครูและผู้บริหารในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมฯ และร่วมกันวางแผนดำเนินงานในการพัฒนาสมรรถนะครูในโรงเรียน ภายใต้โครงการวิจัยกลไกการจัดการศึกษาเพื่อความยั่งยืนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้การมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนเป็นฐาน พร้อมการลงนามความร่วมมือขององค์กรภาคีเพื่อร่วมขับเคลื่อน โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน พร้อมด้วย ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ รองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯกล่าวรายงาน
โอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่กล่าวชื่นชมว่า การบูรณาการความชำนาญการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ลงไปช่วยในการออกแบบชั้นเรียน และใช้แนวทางการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เป็นฐาน ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ให้คำปรึกษาครูและผู้บริหารฯ จะทำให้เกิดการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคนเชียงใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโรงเรียนนำร่องทั้ง 104 โรงเรียนและภาคีความร่วมมือ จะมารับบริการปรึกษาทางวิชาการต่าง ๆ จากศูนย์ให้คำปรึกษาครูและผู้บริหารฯ ที่ทางคณะศึกษาศาสตร์จัดตั้งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นต้นแบบในบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้าง สมรรถนะครู ทั้งยังได้ประโยชน์ในการผลิตครูและการพัฒนาครูที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และผลักดันการนำข้อเสนอสู่การปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพครูที่มีคุณภาพ และการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯกล่าวว่า โครงการนี้มีความร่วมมือหลายภาคส่วนที่เป็นผู้บริหารและอาจารย์ที่เป็นคณะทำงานและนักวิจัย โดยมีการประชุมร่วมกับ ดร.ยุพิน บัวคอม ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ทุกเขต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 จังหวัดเชียงใหม่ ศึกษานิเทศก์ และภาคีความร่วมมือที่เป็นคณาจารย์จากคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหาต่าง ๆ ในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง 104 โรงเรียน ที่ทางคณะศึกษาศาสตร์ได้ดำเนินการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จและการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม เพื่อสะท้อนสภาวการณ์ สภาพปัญหาของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งยังร่วมกันให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ ศูนย์ให้คำปรึกษาฯ และรูปแบบพัฒนาสมรรถนะครูในโรงเรียนนำร่องฯ อีกด้วย
“คณะศึกษาศาสตร์ มีความพร้อมในการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาครูและผู้บริหารในโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่ในการร่วมกันพัฒนาโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะให้คำปรึกษาในด้านงานวิชาการ งานบริหารจัดการในโรงเรียน การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ สื่อเทคโนโลยีการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จของโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และบรรลุผลตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562”
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มช.กล่าวว่า เชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง 1 ใน 6 จังหวัดและภูมิภาค โดยพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่(ภาคเหนือ) มีนวัตกรรมการศึกษาที่สำคัญ เช่น แนวทางการสอนภาษาไทยโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานสำหรับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์(ทวิ/พหุภาษา) นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบ Montessori การจัดการศึกษากลุ่มโรงเรียนบนพื้นที่สูงและถิ่นทุรกันดาร อ่างขางโมเดล (Angkhang Model) สะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพเชิงพาณิชย์ การบริหารจัดการการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Narong Model: Nurse Adjustment Relax Organization Normal และ Goal) สำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งโดยให้อำนาจแก่สถานศึกษาในการบริหารงานได้อย่างอิสระและจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมายการศึกษาที่กำหนดไว้ โดยมีหน่วยงานส่วนกลางให้การสนับสนุน ทั้งในด้านทรัพยากรและกลไกการหนุนเสริมแก่โรงเรียนในพื้นที่อย่างเหมาะสมผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของพื้นที่โดยมีเป้าหมาย ดังนี้ 1. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ เจตคติ ทักษะสำคัญและความรู้ รวมทั้งขยายผลสู่นักเรียนทั่วประเทศในอนาคต 2.ลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา โดยยกระดับผลการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มผลการเรียนอ่อนและยากจน 3. พัฒนานวัตกรรมการบริหารการศึกษาระดับจังหวัด ขยายผลนวัตกรรมการศึกษา ทั้งเชิงนโยบาย การจัดการเรียนรู้ และการบริหารในสถานศึกษาไปสู่นโยบายการศึกษาในระดับชาติและพื้นที่อื่น อาทิ ด้านหลักสูตร ตำรา สื่อการเรียนรู้ การทดสอบ การประเมินสถานศึกษา บุคลากร การเงิน รวมทั้งความสอดคล้องของการบริหารงานด้านต่างๆ 4.ร่วมมือกับภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชนและประชาสังคมในการจัดการศึกษา การพัฒนา และการขยายผลนวัตกรรมการศึกษา
ผศ.ดร.ทิพย์รัตน์ นพฤทธิ์ รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มช.กล่าวว่า ศูนย์ให้คำปรึกษาแห่งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของการพัฒนาการศึกษาของไทยในอนาคตตามบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งจากการดำเนินการของโรงเรียนระดับอนุบาลและปฐมวัยของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปัจจุบันเห็นผลชัดเจนว่า เด็กๆมีความกล้าแสดงออก มีความสุขสนุกในการเรียนรู้ ลดปัญหาการบุญลี่ที่เป็นข้อกังวลหนักของสังคม เด็กมีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดีมีทักษะด้านต่างๆ ลดการแข่งขันแต่เห็นความร่วมมือความรักสามัคคีเพิ่มมากขึ้นช่วยกันคิดช่วยกันทำในความคิดสร้างสรรค์ต่างๆชัดเจนมาก ซึ่งวันนี้ก็ให้เด็กไม่ร่วมจัดนิทรรศการผลงานการเรียนรู้ต่างๆด้วย
ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมการศึกษานำร่อง จำนวน 6 พื้นที่ใน 6 ภูมิภาค คือ 1. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 2. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดระยอง (ภาคตะวันออก) 3. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสตูล (ภาคใต้) 4. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดเชียงใหม่(ภาคเหนือ) 5. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี(ภาคกลาง) และ 6. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส).









