ท่าอากาศยานเชียงใหม่จัดทำบุญครบรอบ 35 ปี เผยเริ่มเติบโตหลังวิกฤตโควิดดีขึ้น ล่าสุดไปก็ว่า 63% ของปี’62 แล้ว สัญญาณดี จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินมีอัตราเพิ่มขึ้นอีกครั้ง พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพอีกกว่าหมื่นล้านบาท
เชียงใหม่ 1 มี.ค.- ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นายวิจิตต์ แก้วไทรเทียม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันครบรอบ 35 ปีการดำเนินงานท่าอากาศยานเชียงใหม่โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ บริษัทสายการบิน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสื่อมวลชน ร่วมพิธีและร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าวโอกาสนี้คณะผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยนายวิจิตต์ แก้วไทรเทียม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีอัตราการเจริญเติบโตในทิศทางขาขึ้นมาโดยตลอด โดยมีจำนวนผู้โดยสารสูงสุดเมื่อปี 2562 ถึงกว่า 11.3 ล้านคน และมีอัตราเที่ยวบินและผู้โดยสารลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2563 ต่อเนื่องจนถึงปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 แต่หลังจากรัฐบาลไทยและทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการการเดินทาง ทำให้ในปี 2565 ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารอีกครั้ง มีผลการดำเนินงาน ดังนี้1. มีอากาศยานพาณิชย์ ขึ้น-ลง 39,027 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 90.88 2. มีจำนวนผู้โดยสาร 5.46 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 209.72 3. มีปริมาณการขนถ่ายสินค้า 5,588 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ร้อยละ 68.42
ด้านนายณัฐวุฒิ ทาอินต๊ะ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการ) กล่าวว่า ปัจจุบัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีสายการบินที่ให้บริการทั้งหมด 24 สายการบิน ใน 30 เส้นทาง เป็นสายการบินภายในประเทศ 12 เส้นทาง ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค และมีเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ 18 เส้นทาง ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์โควิดถือว่าการให้บริการในภาพรวมกลับคืนมาแล้วกว่าร้อยละ 63 โดยเส้นทางล่าสุดที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในตารางฤดูร้อนคือช่วงปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ได้แก่ เส้นทาง คุนหมิง-เชียงใหม่
ขณะที่นายสรายุทธ จำปา รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายสนับสนุนธุรกิจ) เปิดเผยถึงผลประกอบการด้านการเงินว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกับจำนวนผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ โดยท่าอากาศยานเชียงใหม่ เคยมีกำไรสูงสุดในปี 2562 และขาดทุนครั้งแรกในปี 2564 ต่อเนื่องจนถึงปี 2565 ทั้งนี้รายได้ที่ลดลงจำนวนมากคือรายได้จากส่วนแบ่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นรายได้หลักจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบินหรือ Non Aero เนื่องจาก ทอท.ได้มีนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และปัจจุบันก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ซึ่งหากสถานการณ์ต่างๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ร้านค้าต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการเต็มพื้นที่ ผลประกอบการก็คาดว่าจะกลับมาเป็นเชิงบวกได้ภายในปีนี้
สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับการจ้างออกแบบและจัดหาผู้รับจ้าง โดยคาดว่าจะได้ผู้รับจ้าง ภายในปีงบประมาณ 2566 นอกจากนี้ยังมีงานเร่งด่วนบรรเทาความแออัด ซึ่งเป็นงานก่อสร้างกลุ่มอาคารทดแทน ได้แก่ อาคารดับเพลิง อาคารคลังสินค้า และลานจอด GSE โดยอยู่ระหว่างเตรียมเข้ากระบวนการจัดหาภายในปีงบประมาณ 2566 นี้เช่นกัน ซึ่งจะรองรับได้อีกราวกว่า 16 ล้านคน ซึ่งตามแผนการพัฒนาศักยภาพนี้ใช้งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท ส่วนสนามบินแห่งที่ 2 หลังมีการศึกษาด้านต่างๆไปแล้ว เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลจะมีนโยบายออกมาว่าจะลงทุนรูปแบบใดหรือใครดำเนินการสร้าง ไม่ใช่ท่าอากาศยานจะทำเองแต่ก็พร้อมรองรับน่าจะเป็นแผนอนาคตที่ต้องรอฝ่ายนโยบาย
ขณะที่ปัญหาเรื่องผลกระทบจากหมอกควันมลพิษทางอากาศนั่นมีแผนรองรับในทุกระดับ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะวิกฤตถึงขั้นทัศนวิสัยรุนแรง แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบบ้างในช่วงที่มีปัญหารุนแรงแต่ไม่ได้ถึงขั้นลงจอดไม่ได้ ซึ่งเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยได้มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการให้บริการในทุกๆ ด้าน ภายใต้มาตรฐานสากลและค่านิยมหลัก 5 ประการ ได้แก่ ให้ใจ มั่นใจ ร่วมใจ เปิดใจ และภูมิใจ ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองขับเคลื่อนหลักทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่มาโดยตลอด ขณะเดียวกันก็ยังได้ตระหนักถึงการเป็นสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน (Corporate Citizenship Airport) ซึ่งเป็นหนึ่งในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ของ ทอท.โดยได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมประเพณี นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนผู้นำชุมชน ในการดูแลประชาชนยามที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากวิกฤตการณ์ต่างๆ อาทิ การระบาดของโรคโควิด-19 อุทกภัย และปัญหาหมอกควันไฟป่า เป็นต้น




