ผบ.ทบ.ขึ้นเชียงใหม่ติดตามความพร้อมรัยมือไฟป่า pm2.5 หวังลดผลกระทบให้ชาวบ้าน

ผบ.ทบ./ผบ.ศปก.ทบ.พร้อมคณะติดตามการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองของ ศอ.ปกป.ภาค 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หวังลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่มากสุด

เชียงใหม่ 23 ม.ค. – ที่บริเวณสันเขื่อน สำนักงานโครงการจัดหมู่บ้านตัวอย่างห้วยถึงเฒ่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะนายทหารระดับสูงติดตามการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ การเตรียมการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคเหนือโดยมี พลโทวรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 และพลโทชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3, นาย ศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมให้ข้อมูล

ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า ช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายนของทุกปีสภาพอากาศในภาคเหนือมีความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในพื้นที่มักประสบกับปัญหาไฟป่าหมอกควันจากหลายสาเหตุ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชน จึงได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ที่ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการวางแผน อำนวยการ เฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และบูรณาการการปฏิบัติของทุกภาคส่วน โดยปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569

สำหรับสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 – 21 มกราคม 2569 ตรวจพบจุดความร้อน จำนวน 2,313 จุด เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ในห้วงเวลาเดียวกัน ลดลง จำนวน 122 จุด คิดเป็น ร้อยละ 5.01 โดยจังหวัดที่มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดน่าน ตามลำดับ ซึ่งเมื่อนำแยกตามพื้นที่รับผิดชอบ พบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 46.14 และ เขต สปก. มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 15.53 และหากแยกตามการใช้ที่ดิน พบพื้นที่ข้าวโพดและไร่หมุนเวียน มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.41 และพื้นที่ป่า มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 38.27

ในส่วนของสถานการณ์จุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ตรวจพบจุดความร้อนสูงสุดที่ ประเทศเมียนมา จำนวน 4,980 จุด รองลงมาคือประเทศไทย จำนวน 4,905 จุด และประเทศกัมพูชา จำนวน 2,844 จุด ตามลำดับ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาจุดความร้อนลดลง ร้อยละ 64.53

ด้านฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (pm2.5) เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา มีค่า PM 2.5 จำนวนวันเกินเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.57 มีจังหวัดที่จำนวนวันเกินเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย จำนวน 11 วัน รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 8 วัน

ทั้งนี้คาดการณ์สภาพอากาศในปี 2569 สภาพอากาศ ห้วงเดือน มกราคม – กุมภาพันธ์ 2569 ยังอยู่ใน สภาวะลานีญา มีแนวโน้ม สภาพอากาศเย็น มีฝนตกบางพื้นที่ โดยคาดว่า ห้วงเดือน มกราคม – มีนาคม 2569 จะเริ่มปรับสภาพอากาศเข้าสู่สภาวะปกติและมีความน่าจะเป็นร้อยละ 68 เนื่องจากปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลง จึงอาจส่งผลให้พื้นที่มีความแห้งแล้ง มีโอกาสจุดติดไฟเกิดขึ้นง่าย จึงต้องเข้มงวดเฝ้าระวังการเผาในที่โล่ง

ขณะที่ศูนย์ควบคุมอากาศยานและดับไฟป่า ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ได้บูรณาการร่วมกับเครือข่ายอากาศยาน 6 หน่วยงาน 28 ลำ ประกอบด้วย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อง, กองบินตำรวจ กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กองทัพอากาศ และกองทัพบก รวมทั้งการนำอากาศยานไร้คนขับ UAV และ โดรน มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาไฟป่า ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกและคณะได้ให้ความสนใจเยี่ยมชมบูธนิทรรศการจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่มีส่วนสำคัญในการร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จำนวน 10 หน่วยงานอาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในการบินลาดตระเวนตรวจจับจุดความร้อนในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ , สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ที่นำเสนอความพร้อมของกำลังพลและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน และ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ภาคเหนือ ที่ใช้เทคนิค
การบินพ่นละอองน้ำเพื่อเปิดชั้นบรรยากาศลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กควบคู่ไปกับการทำฝนเทียม อีกทั้งยังมีหน่วยงานทหารจากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ที่มานำเสนอนวัตกรรมวัสดุหมุนเวียนเพื่อลดการเผาใบไม้ซึ่งเป็นแนวทางการลดปัญหาไฟป่า

อย่างไรก็ตามในปีนี้กองทัพภาคที่ 3 ตั้งเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ลงร้อยละ 10–20 และลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ลงร้อยละ 5 –10 จากปีก่อนหน้า โดยได้จัดชุดลาดตระเวน จุดตรวจ และจุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ร่วมกับชุมชนและเครือข่าย เน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่กลุ่มป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟ พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด และพื้นที่เปราะบาง พร้อมใช้กลไกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตลอดจนกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย–เมียนมา (RBC และ TBC) เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยกองทัพบกได้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถ ครอบคลุมการจัดทำแนวป้องกันไฟป่า และการฉีดล้างทำความสะอาดถนนเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ ให้สามารถร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว.