เผยผลสำรวจปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนไทย เข้าถึงง่ายแม้ผิดกฎหมาย ออนไลน์น่ากังวล

“เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่” เปิดผลสำรวจปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤตกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนไทย ชี้ยังเข้าถึงได้ง่าย แม้ผิดกฎหมาย สื่อออนไลน์ช่องทางน่ากังวล

28 เมษายน 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการนักสื่อสารรุ่นใหม่ สร้างสังคมปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยการสนับสนุนจาก สสส. จัดงานเวทีถอดบทเรียนโครงการนักสื่อสารรุ่นใหม่ สร้างสังคมปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยได้เปิดเผยผลการสำรวจ “ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน” จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13–25 ปี จำนวน 2,035 คน ครอบคลุม 56 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจแรงผลักสำคัญที่นำไปสู่การทดลองและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชน
ผลการสำรวจพบว่า “กลุ่มเพื่อน” เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเด่นชัดต่อพฤติกรรม โดยเยาวชนร้อยละ 75.9 ระบุว่า มีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า และร้อยละ 85.3 เคยถูกชักชวนให้ลองใช้ สะท้อนว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันทางสังคมและความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน การ “ลอง” จึงไม่ใช่เพียงความอยากรู้ แต่เชื่อมโยงกับการยอมรับและการไม่อยากถูกมองว่าแตกต่าง
ขณะเดียวกัน สื่อออนไลน์ถูกระบุว่าเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าดูใกล้ตัวและเข้าถึงได้ง่าย แม้จะเป็นสินค้าที่ผิดกฎหมาย โดยร้อยละ 67.5 ของผู้ตอบ “รับรู้ว่าสามารถหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ได้ง่าย” และร้อยละ 66.5 ระบุว่าเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นคลิปรีวิว การใช้งาน หรือการนำเสนอผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีส่วนทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติและไม่ร้ายแรง
ทั้งนี้ในระดับสถานศึกษา แม้ผู้ตอบส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีมาตรการห้ามใช้อย่างชัดเจน โดยร้อยละ 89.2 ระบุว่ามีการสอดส่องหรือควบคุม แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัด โดยร้อยละ 72.8 เห็นว่า ยังมีพื้นที่ภายในโรงเรียนที่สามารถแอบใช้ได้ เช่น จุดลับตาหรือช่วงเวลาที่ไม่มีการดูแลอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ เยาวชนร้อยละ 60.1 ยังไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับโทษของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าการป้องกันยังเน้น “การห้าม” มากกว่าการสร้างความเข้าใจ
ด้านชุมชนและการบังคับใช้กฎหมาย ผลสำรวจสะท้อนช่องว่างอย่างชัดเจน โดยร้อยละ 63.2 ระบุว่าสามารถหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าได้จากร้านค้าในชุมชน และร้อยละ 70.2 เห็นว่า การควบคุมยังไม่เข้มงวดเพียงพอ แม้จะมีกฎหมายห้ามจำหน่าย แต่ในชีวิตจริงยังพบการใช้และการเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติในสังคม
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้ พบว่า เยาวชนร้อยละ 11.2 เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยกลุ่มเพศชายและ LGBTQ+ มีอัตราการใช้สูงกว่าเพศหญิง และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงอายุ 20–22 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่การกำกับดูแลลดลง ขณะที่ความเป็นอิสระในการตัดสินใจเพิ่มขึ้น โดยในกลุ่มผู้ที่ยังไม่เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้า พบว่า ร้อยละ 80.5 ระบุว่าจะไม่ลองอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่ “ยังไม่มั่นใจ” และ “มีแนวโน้มจะลอง” ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อ
เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ ระบุว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนจำเป็นต้องมองในระดับ “ระบบ” ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล โดยต้องทำงานควบคู่กันทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน กลุ่มเพื่อน สื่อออนไลน์ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันการเกิดนักสูบหน้าใหม่ในระยะยาว

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) กล่าวว่า การที่เยาวชนได้มีส่วนร่วมทำในเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการทำงานในระดับพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและร่วมกันหาทางออก โดยภารกิจบทบาทของ สสส. โดยเฉพาะสำนัก 1 มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนให้รู้เท่าทันจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยพลังของเด็กและเยาวชนด้วยกันเองทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางในการสนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และสร้างพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีกลไกในการดูแลกันเอง จากเสียงของเยาวชนและพลังของเพื่อนช่วยเพื่อน ซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันในแก่สังคมในอนาคต
ขณะที่นายโยธิน ทองพะวา ผู้บริหารเครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ เปิดเผยว่า จุดสำคัญของข้อมูลชุดนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ใช้ แต่คือ “รูปแบบของความเสี่ยง” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การมองเห็น การถูกชักชวน ไปจนถึงการยอมรับในกลุ่มเพื่อน
“เด็กจำนวนมากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งในกลุ่มเพื่อน โซเชียลมีเดีย และในชุมชน การป้องกันจึงต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนการตัดสินใจลอง ไม่ใช่รอให้เกิดการใช้แล้วค่อยแก้ไข”นายโยธินกล่าวและว่า เครือข่ายจะนำข้อมูลจากการสำรวจไปพัฒนาการสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชนมากขึ้น โดยเน้นการทำงานผ่านกลุ่มเพื่อนและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่จริงของเยาวชน พร้อมผลักดันความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการเชิงนโยบายเกิดผลในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ทางด้าน ดร.โอลิเวีย ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนกำลังเป็น “วิกฤตที่ซ่อนอยู่” ในระดับโลก โดยมีเยาวชนกว่า 15 ล้านคนใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเด็กมีแนวโน้มใช้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า สะท้อนว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ถูกออกแบบและทำการตลาดเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ทั้งผ่านรสชาติ รูปลักษณ์ และการสื่อสารในโลกดิจิทัล แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการควบคุมยาสูบที่เข้มแข็งในระดับนโยบาย แต่สถานการณ์ในกลุ่มเยาวชนยังต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการควบคุมการตลาดที่มุ่งเป้าไปที่เด็ก ลดความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ และเสริมให้เยาวชนสามารถรู้เท่าทันและปฏิเสธการใช้ได้
พร้อมกันนี้ ดร.โอลิเวีย กล่าวถึงธีมวันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2569 คือ “เปิดหน้ากาก เผยความจริง – ต่อต้านการติดนิโคตินและยาสูบ” ว่าสะท้อนความจำเป็นในการเปิดเผยกลไกที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกทำให้ดูน่าสนใจในสายตาเยาวชน ทั้งในแง่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาดและภาพลักษณ์ในสังคม โดยชี้ว่า การป้องกันต้องทำให้เยาวชน “เห็นความจริง” ของความเสี่ยง ควบคู่กับการลดแรงดึงดูดจากสภาพแวดล้อมรอบตัว
ด้านนางสาวยศวดี ดิสสระ ผู้อำนวยการเครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ยืนยันว่า ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นผลจากสภาพแวดล้อมรอบตัวที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน สื่อออนไลน์ หรือการเข้าถึงในชุมชน
“เด็กไม่ได้เริ่มจากการอยากใช้ แต่เริ่มจากการเห็นบ่อย ถูกชวน และรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติในกลุ่มเพื่อน เมื่อเกิดซ้ำ ๆ การตัดสินใจลองก็เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น”นางสาวยศวดี กล่าวและว่า การทำงานต่อจากนี้จำเป็นต้องปรับจากการมองว่าเป็น “พฤติกรรมเสี่ยงของปัจเจก” ไปสู่การจัดการ “ระบบแวดล้อมของความเสี่ยง” โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ยังเป็นช่องว่างสำคัญ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับโรงเรียนและครอบครัวในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กตั้งแต่ระยะต้น.